ระบบแฟรนไชส์ (Franchising) เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เกิดจากการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง2ฝ่าย คือ แฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ซึ่งผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์ หรือเจ้าของธุรกิจ และแฟรนไชส์ซี (Franchisee) ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ ที่ตกลงทำสัญญาทางธุรกิจและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยแฟรนไชส์ซอร์เป็นผู้ก่อตั้งออกแบบรูปแบบการทำงานในแฟรนไชส์นั้นๆ เมื่อเป็นการทำงานร่วมกัน ต่างฝ่ายจึงต้องมีหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อทำให้ธุรกิจนั้นสามารถเติบโตไปได้ ตามหลักการที่ว่า “ความสำเร็จของแฟรนไชส์ซี คือการเติบโตของแฟรนไชส์ซอร์”

หน้าที่ของแฟรนไชส์ซอร์

1. แฟรนไชส์ซอร์เป็นผู้ดูแลระบบการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเกิดผลประโยชน์มากสุด

2. ช่วยแนะนำแฟรนไชส์ซีหลักในการเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการประกอบธุรกิจและออกแบบให้สอดคล้องกับต้นแบบให้มากที่สุด

3. กำหนดมาตรฐานการดำเนินงาน อบรม สัมมนา เพื่อให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากที่สุด

4. วางแผนการตลาดที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดการแข็งแกร่งของแบรนด์และเป็นที่รู้จักมากขึ้น

5. คอยดูแลแฟรนไชส์ซีให้สามารถดำเนินธุรกิจได้และประสบความสำเร็จให้มากที่สุด

6. แก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด เพื่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด

7. มีการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง

8. ประเมินผลกำไร หรือแนะแนวทางด้านการเงิน

9. พัฒนาระบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้มากที่สุด

10. จัดส่งสินค้าและวัตถุดิบต่างๆให้กับแฟรนไชส์ซี

หน้าที่ของแฟรนไชส์ซี

1. ปฏิบัติตามรูปแบบธุรกิจที่แฟรนไชส์ซอร์ได้วางระบบไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้แฟรนไชส์เหมือนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จให้มากที่สุด

2. จัดตั้งสถานที่ตามแฟรนไชส์ซอร์แนะนำ

3. ดำเนินการตกแต่งสถานที่ตามร้านแฟรนไชส์ต้นแบบ

4. กำหนดราคาสินค้าตามที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนด

5. ค้นหาทีมงานที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเข้าไปอบรบการดำเนินงานกับแฟรนไชส์ซอร์

6. จ่ายค่าธรรมเนียมค่าแฟรนไชส์และค่ารอยัลตี้ให้กับแฟรนไชส์ซอร์ อย่างถูกต้อง

7. จัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจ

8. ใช้วัตถุดิบหรือบริการตามที่แฟรนไชส์ซอร์กำหนด หรือ ซัพพลายเออร์ที่แฟรนไชส์ซอร์แนะนำ

9. ทำการตลาดในท้องถิ่นของตนเพิ่มเติมเพื่อให้ปริมาณลูกค้ามีมากยิ่งขึ้น

ลูกค้าคือพระเจ้า หลายคนเคยได้ยินสิ่งเหล่านี้ ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ลูกค้าจะเป็นกำลังที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจมีการเจริญเติบโต ลูกค้ามีมากมายหลายประเภท และมีความคิดและความต้องการที่แตกต่างกันไป หลักการง่ายๆ ที่เราควรทำเพื่อพิชิตลูกค้าให้ได้มากที่สุด มีดังนี้

1. ควรปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความเข้าใจ ให้เกียรติ ยกย่องลูกค้า แต่ต้องไม่เกินจริง งดเว้นการปะทะด้วยคารมที่รุนแรง เพราะมนุษย์ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกัน การตำหนิ ติเตียน จะนำมาซึ่งความไม่ชอบไม่พอใจของลูกค้า และจบการสนทนาอย่างง่ายดาย

2. ธรรมชาติของมนุษย์มีความต้องการที่จะเป็นคนสำคัญ ได้รับการยอมรับจากสังคม ดังนั้นต้องทำให้ลูกค้าที่เราพูดคุยด้วยรับความรู้สึกได้ว่า ลูกค้ามีความสำคัญ ไม่มากก็น้อย

3. พูดในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพราะโดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการ จงพูดโดยเอาใจใส่ในคำพูดของลูกค้าและนำคำพูดเหล่านั้นมาใช้ในการจูงใจลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง

4. การกระทำสำคัญกว่าคำพูด เราจะต้องทำให้ลูกค้ารับความรู้สึกได้ว่าเราเป็นมิตรและทำให้ลูกค้าประทับใจตั้งแต่แรกพบด้วยกริยาท่าทางที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และออกมาจากใจ โดยไม่หวังว่าจะได้สิ่งใดเป็นการตอบแทน

5. หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง เพราะการโต้แย้งจะนำมาซึ่งความหายนะ และจบความสัมพันธ์ได้ง่าย จงรับฟังและพูดคุยแลกเปลี่ยนเหตุผลซึ่งกันและกัน

6. เรียนรู้ที่ฟัง คู่สนทนาที่ดี คือ นักฟังที่ดี พยายามฟังลูกค้าให้มาก และนำสิ่งที่ฟังมาลูกค้ามาประยุกต์ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเรา

7. เมื่อเรากระทำสิ่งใดผิด พูดผิด หรืออะไรก็ตาม จงยอมรับผิด แล้วสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ซึ่งการให้อภัยและไมตรีที่ดีต่อกัน

8. ฝึกการขอความคิดเห็นมากกว่าการออกคำสั่ง พยายามให้ลูกค้าแสดงความคิดเห็น แล้วค่อยๆชักจูงลูกค้าอย่างช้าเพื่อไม่ให้ความแตกแยก

9. สุภาพอ่อนโยน แต่ไม่คล้อยตามลูกค้า การอ่อนโยนทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างเรากับลูกค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า ถ้าหากเราสามารถผูกมิตรกับลูกค้าได้ ลูกค้าก็จะเกิดความมั่นใจ ไว้ใจ และพร้อมที่จะร่วมเดินทางในธุรกิจร่วมกับเรา การทำงานต่างๆร่วมกันก็จะง่ายขึ้น และธุรกิจะเติบโตประสบความสำเร็จร่วมกัน